ประวัติศาสตร์การเลิกทาส ในสหรัฐอเมริกา

ประวัติศาสตร์การเลิกทาส ในสหรัฐอเมริกา

เชื่อว่าทุกคนต้องเคยได้ยินชื่อของ อับราฮัม ลินคอล์น จากวิชาประวัติศาสตร์สากลเป็นแน่ นอกจากทราบว่าเขาคนนี้เป็นประธานาธิบดี ของสหรัฐอเมริกาแล้ว ทราบหรือไม่ว่าเขามีความสำคัญต่อสหรัฐอเมริกาอย่างไรบ้าง วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ ตำนานอดีตประธานาธิบดีคนนี้ และ ประวัติศาสตร์การเลิกทาส ของอเมริกาไปพร้อมๆกันค่ะ

อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา หรือวีรบุรุษผู้ปลดปล่อยทาสผิวสี

ประวัติศาสตร์การเลิกทาส ในสหรัฐอเมริกา
ประวัติศาสตร์การเลิกทาส ในสหรัฐอเมริกา

ย้อนไปเมื่อตอนที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1860 อับราฮัม ลินคอล์นเป็นตัวแทนผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งของพรรคริพับลิกัน โดยเริ่มดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2404 จนถึงเดือนเมษายน 2408 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศกำลังประสบกับวิกฤตจากสงครามกลางเมือง (Civil War) เนื่องจากในขณะนั้น สหรัฐอเมริกามีการแบ่งแยกกันเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายเหนือที่ต้องการให้ยกเลิกระบบทาส ส่วนฝ่ายใต้ต้องการให้มีการใช้แรงงานทาสต่อไป ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันอย่างดุเดือด จนเกิดเป็นสงครามกลางเมืองจนถึงขั้นนองเลือด

ประวัติศาสตร์การเลิกทาส ในสหรัฐอเมริกา

สงครามกลางเมือง

สงครามกลางเมืองซึ่งเกิดขึ้นในสหรัฐระหว่างปี 1861 ถึง 1865 สืบเนื่องจากข้อโต้แย้งยืดเยื้อเกี่ยวกับการถือครองทาส ระหว่างฝ่ายหนึ่งเป็นกลุ่มชาตินิยมสหภาพซึ่งประกาศความภักดีต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐ กับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนสมาพันธรัฐซึ่งสนับสนุนสิทธิของมลรัฐในการคงไว้ซึ่งสถาบันทาสอีกฝ่ายหนึ่ง

ในบรรดา 34 รัฐของสหรัฐในเดือนกุมภาพันธ์ 1861 เจ็ดรัฐทาสในภาคใต้ประกาศแยกตัวออกจากสหรัฐเพื่อตั้งเป็นสมาพันธรัฐอเมริกา หรือ “ฝ่ายใต้” สมาพันธรัฐเติบโตจนมี 11 รัฐทาส รัฐบาลสหรัฐไม่เคยรับรองทางการทูตซึ่งสมาพันธรัฐ เช่นเดียวกับประเทศอื่นทุกประเทศ (แม้สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสจะให้สถานภาพคู่สงครามแก่สมาพันธรัฐ) ส่วนมลรัฐที่ยังภักดีต่อสหรัฐ (รวมทั้งรัฐชายแดนซึ่งทาสชอบด้วยกฎหมาย) เรียกว่า “สหภาพ” หรือ “ฝ่ายเหนือ”

สงครามเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1861 เมื่อกองทัพสมาพันธรัฐโจมตีที่ตั้งทหารสหรัฐที่ฟอร์ตซัมเทอร์ในเซาท์แคโรไลนา ลินคอล์นตอบสนองโดยเรียกระดมพลอาสาสมัครจากแต่ละรัฐ เกิดกระแสความเป็นชาตินิยมในภาคเหนือขึ้นในช่วงข้ามคืน การเปิดฉากสงครามแบ่งแยกดินแดน กระตุ้นให้รัฐอีกสี่รัฐใกล้ชายแดน ได้แก่ เวอร์จิเนีย เทนเนสซี อาร์คันซอ และนอร์ทแคโรไลนา ประกาศแยกตัวเพิ่ม ฝ่ายสหภาพควบคุมพื้นที่รัฐชายแดนในช่วงต้นสงครามและเริ่มยุทธวิธีปิดล้อมทางทะเล การสู้รบส่อเค้ายืดเยื้อเมื่อทัพของสหภาพเพลี่ยงพล้ำในยุทธการที่บูลรัน

การสู้รบในเขตสงครามตะวันออกเปิดฉากด้วยความได้เปรียบของฝ่ายสมาพันธรัฐ ซึ่งสามารถสกัดกั้นความพยายามของสหภาพในการยึดริชมอนด์ รัฐเวอร์จิเนีย เมืองหลวงของสมาพันธรัฐได้หลายครั้ง ทำให้ฝ่ายใต้ฮึกเหิม และตัดสินใจบุกขึ้นเหนือในปลายหน้าร้อนปี 1862 แต่หลังจากการทัพคาบสมุทร (Peninsula Campaign) สิ้นสุดลง ในเดือนกันยายน 1862 ฝ่ายสหภาพก็ตั้งตัวติด และสามารถหยุดการรุกคืบของสมาพันธรัฐได้ในยุทธการที่แอนตีทึม (Antietam) ซึ่งทำให้สหราชอาณาจักรเปลี่ยนใจไม่เข้าแทรกแซงในสงคราม หลังจากชัยทางยุทธวิธีที่แอนตีทึมไม่กี่วัน ลินคอล์นก็ประกาศเลิกทาส และกลายเป็นจุดเปลี่ยนของสงคราม

ในปี 1863 การบุกขึ้นเหนือครั้งที่สองของนายพลสมาพันธรัฐ โรเบิร์ต อี. ลี ยุติลงด้วยความปราชัยที่ยุทธการที่เกตตีสเบิร์ก ส่วนในแนวรบด้านตะวันตก ฝ่ายสหภาพเข้าควบคุมแม่น้ำมิสซิสซิปปีได้ หลังยุทธการที่ไชโลห์ (Shiloh) และการล้อมวิคสเบิร์ก (Vicksburg) ซึ่งเป็นผลให้สมาพันธรัฐถูกแบ่งออกตรงกลางและกองทัพถูกทำลายไปเป็นอันมาก ด้วยความสำเร็จในเขตสงครามตะวันตก ยูลิสซิส เอส. แกรนท์จึงได้รับอำนาจบังคับบัญชากองทัพทั้งหมดของฝ่ายสหภาพในปี 1864 แกรนท์เข้าจัดโครงสร้างกองทัพและยุทธวิธีการรบเพื่อให้กองทัพของวิลเลียม เทคุมเซห์ เชอร์แมน, ฟิลิป เชอริแดน, และแม่ทัพคนอื่น ๆ สามารถโจมตีสมาพันธรัฐจากทุกทิศทาง นอกจากนี้ยังเพิ่มความเข้มงวดในการปิดล้อมทางทะเล; แกรนท์นำการทัพภาคพื้นดินเพื่อเข้ายึดริชมอนด์

โดยพยายามตรึงลีเอาไว้ป้องกันเมืองหลวง แต่แล้วเปลี่ยนทางเดินทัพเพื่อไปปิดล้อมปีเตอร์สเบิร์ก และทำลายกองกำลังสมาพันธรัฐที่เหลือของลีเกือบทั้งหมด แกรนท์มอบอำนาจให้เชอร์แมนเข้ายึดแอตแลนตาและเคลื่อนทัพไปทะเลโดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายสาธารณูปโภคของสมาพันธรัฐ การสู้รบที่สำคัญครั้งสุดท้าย คือ การล้อมปีเตอร์สเบิร์ก กองทัพของลีตัดสินใจทิ้งปีเตอร์สเบิร์กในปลายเดือนมีนาคม 1865 และไม่สามารถฟื้นตัวอีก ส่งผลให้ลียอมจำนนต่อแกรนท์ที่อาคารศาลแอพโพแมตท็อกซ์เมื่อวันที่ 9 เมษายน 1865 การสิ้นสุดของสงครามนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 ซึ่งรับรองสิทธิของพลเมืองที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคทั่วทั้งสหรัฐ

สงครามกลางเมืองอเมริกาเป็นสงครามอุตสาหกรรมที่แท้จริงครั้งแรก ๆ ของโลก มีการใช้ทางรถไฟ โทรเลข เรือกลไฟ และอาวุธซึ่งผลิตเป็นจำนวนมากอย่างกว้างขวาง แบบของสงครามเบ็ดเสร็จ ซึ่งนายพลเชอร์แมนพัฒนาขึ้นในรัฐจอร์เจีย และการสงครามสนามเพลาะรอบปีเตอร์สเบิร์กเกิดขึ้นก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในทวีปยุโรป สงครามครั้งนี้ยังเป็นสงครามที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลให้ทหารเสียชีวิตกว่า 620,000 นาย และพลเรือนเสียชีวิตไม่ทราบจำนวน นักประวัติศาสตร์ จอห์น ฮัดเดิลสตัน ประเมินยอดผู้เสียชีวิตว่า ชายรัฐฝ่ายเหนืออายุระหว่าง 20–45 ปีเสียชีวิตไป 10% และชายรัฐฝ่ายใต้อายุระหว่าง 18–40 ปีเสียชีวิตไป 30%

ชัยของฝ่ายเหนือหมายถึงจุดจบของสมาพันธรัฐและทาสในสหรัฐ และเสริมอำนาจแก่รัฐบาลกลาง ปัญหาทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจและเชื้อชาติของสงครามมีอิทธิพลต่อยุคบูรณะ ซึ่งดำเนินไปจนถึงปี 1877

สมัยวัยรุ่น ลินคอล์นเคยลงสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติของรัฐอิลลินอยส์ถึงสองครั้ง ครั้งแรกพ่ายแพ้ไป เพราะต้องไปเป็นทหารเพื่อต่อสู้กับอินเดียนแดงจึงไม่มีเวลาหาเสียง แต่ในครั้งที่สองเขาชนะการเลือกตั้ง ได้เข้าเป็นสมาชิกสภาฯ จากนั้นลินคอล์นได้ผันตัวมาเป็นทนายความและแต่งงานกับแมรี ท็อด (Mary Todd) มีบุตรด้วยกัน 4 คน

สหรัฐอเมริกาในขณะนั้นกำลังเผชิญกับปัญหาการค้าทาส ทำให้ต้องแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายที่สนับสนุนให้ค้าทาสกับฝ่ายที่ต้องการให้เลิกค้าทาส ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ลินคอล์น ที่ไม่เห็นด้วยกับการค้าทาสผิวสีตั้งแต่ต้น เนื่องจากเขาเห็นว่าหากเปิดรัฐใหม่ให้เป็นดินแดนที่มีทาส ในอนาคตระบบทาสจะทำลายทั้งเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง เขาจึงตัดสินใจกลับเข้าสู่วงการเมืองอีกครั้ง

จนกระทั่งปี 2403 ลินคอล์นตัวแทนจากพรรครีพับลิกันที่มีนโยบายต่อต้านการค้าทาส ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา หลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีได้ 3 ปี ลินคอล์นได้ลงนามในเอกสารสำคัญฉบับหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกัน คือ “คำประกาศเลิกทาส” ซึ่งหลังจากประกาศเลิกทาสไป สงครามกลางเมืองก็ยังไม่จบ เนื่องจากไม่สามารถบังคับใช้กับรัฐฝ่ายใต้ได้

จนกระทั่งฝ่ายใต้ที่สนับสนุนการค้าทาสยอมแพ้ให้กับกองกำลังฝ่ายเหนืออย่างไม่มีเงื่อนไขในวันที่ 9 เมษายน 2408 หลังจากยืดเยื้อมาเป็นเวลา 4 ปี หลังจากสิ้นสุดสงครามกลางเมืองได้ไม่กี่วัน ประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ถูกลอบสังหารขณะชมละครกับภรรยา ในวันที่ 14 เมษายน 2408 และเสียชีวิตในวันถัดมา

แม้ว่าภารกิจในการรวมดินแดนทั้งสองฝ่ายให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ยังไม่ทันได้ทำสำเร็จ แต่ชื่อของ “อับราฮัม ลินคอล์น” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อเมริกันว่าเป็นวีรบุรุษผู้ปลดปล่อยทาสผิวสี และนำพาอเมริกาเข้าสู่ประเทศแห่งเสรีภาพ และความเท่าเทียมกัน

ประวัติศาสตร์การเลิกทาส ของสหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่คนทั่วโลกต่างจับตามอง

เรื่องราวที่น่าตื่นเต้นที่คุณคงอยากะรู้แล้วว่าจริงๆแล้วพวกเธอเป็นอะไร Wild Blood 2 สามสาวกับปริศนาความงาม ฉากหน้าที่สวยงามอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดก็ได้ ปราสาทแสนสวยกับหญิงสาวทั้งสามที่อาศัยอยู่ในปราสาท ฉากหน้าที่พวกเธอแสดงให้เห็น ทำให้คุณประทับใจในตัวของพวกเธอ

อ่านบทความเพิ่มเติม : บ้านบางระจัน วีรกรรมนักสู้ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย