การเปลี่ยนทางการท่องเที่ยว ของอียิปต์ เป็นอย่างไร มาดูกัน

การเปลี่ยนทางการท่องเที่ยว ของอียิปต์ เป็นอย่างไร มาดูกัน

การเปลี่ยนทางการท่องเที่ยว ของอียิปต์ เป็นอย่างไร มาดูกัน หากว่ากันตามจริงแล้ว การท่องเที่ยวในช่วงขาลงที่ชาวอียิปต์ต้องเผชิญตั้งแต่ปี 2011 นั้น ไม่ได้เป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากเพียงเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศเท่านั้น แต่เพราะหลายปีที่ผ่านมา อียิปต์ได้เผชิญกับความท้าทายจากปัญหาผู้ก่อการร้ายมาแบบนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งแน่นอนว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นล้วนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศเป็นอย่างมาก

การเปลี่ยนทางการท่องเที่ยว ของอียิปต์ เป็นอย่างไร มาดูกัน

The Clashes in Egypt

The Clashes in Egypt

เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ในปี 2015 จากการที่รัฐอิสลามหรือกลุ่มไอเอสโจมตีเครื่องบินของสายการบินรัสเซียเหนือคาบสมุทรไซนาย และคร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนถึง 224 ชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ประเทศรัสเชียประกาศห้ามทุกการเดินทางมายังอียิปต์เป็นเวลานานกว่า 2 ปี อีกทั้งสายการบินอื่น ๆ และรัฐบาลยุโรปในอีกหลายประเทศก็ยังกำหนดข้อจำกัดที่เข้มงวดขึ้น หากนักท่องเที่ยวประเทศของตนต้องการจะเดินทางมายังอียิปต์ เนื่องจากมีความกังวลด้านความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ ทำให้อียิปต์ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะขาดนักท่องเที่ยวจากโซนยุโรปไปไม่น้อย อีกทั้งในปี 2017 ยังเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเกลียดชังและความแตกแยกในประเทศ เมื่อกลุ่มไอเอสทำการลอบวางระเบิดในโบสต์คริสต์ 2 จุด ณ กรุงไคโร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 44 คน และมีจำนวนผู้บาดเจ็บอีกนับร้อย เหตุการณ์น่าสลดในครั้งนี้ได้สร้างความโกรธแค้นให้กับชาวคริสตชนทั่วโลกไม่น้อยด้วยเช่นกัน กระทั่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาได้ออกมาประนามเหตุการณ์โจมตีชาวคริสต์ที่เกิดขึ้นในอียิปต์ด้วยตนเอง

ความโกลาหลจากเหตุการณ์ความไม่สงบโดยผู้ก่อการร้ายในอียิปต์เหล่านี้นี่เอง ที่สร้างภาพจำของประเทศอียิปต์จากที่เคยเป็นประเทศเจ้าของอารยธรรมโบราณอันทรงคุณค่าไปสู่ประเทศจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ดูจะไม่ปลอดภัยสักเท่าไร นักท่องเที่ยวจำนวนมากจึงยังไม่กล้าเดินทางมายังอียิปต์ และเพื่อกระตุ้นความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนอียิปต์อีกครั้ง ในปี 2018 รัฐบาล จึงได้ทุ่มเงินจำนวนหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการปฏิรูปด้านความปลอดภัยให้กับอียิปต์ที่เริ่มต้นตั้งแต่สนามบินในประเทศเพื่อเรียกความมั่นใจของนักท่องเที่ยว รวมทั้งยังลดการเรียกเก็บเงินหรือค่าธรรมเนียมจากสายการบินต่าง ๆ ที่ช่วยกระตุ้นให้มีการเพิ่มเที่ยวบินมายังอียิปต์ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เชิญนายกรัฐมนตรีหญิงสุดแกร่งของเยอรมนีอย่าง อังเกลา แมร์เคิล ให้เดินทางมาเยี่ยมชมมหาปิระมิดแห่งกีซาและร่วมพูดคุยเรื่องธุรกิจระหว่างประเทศ รวมไปถึงการโชว์ภาพของนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังอย่างวิลล์ สมิธ (Will Smith) และครอบครัวที่เดินทางมาเที่ยวมหาปีระมิดแห่งนี้ด้วยเช่นกัน พร้อมกันนั้นก็ยังออกแคมเปญการท่องเที่ยวที่เรียกว่า “Masr Wahashtouna” ซึ่งแปลว่า “อียิปต์เราคิดถึงคุณ” เป็นภาษาอาหรับ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศฝั่งอาหรับให้กลับมาที่อียิปต์มากขึ้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป็นการประกาศให้โลกได้รู้ว่า อียิปต์พร้อมแล้วที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอีกครั้ง

The Great Return

The Great Return

ไม่เพียงระบบความปลอดภัยที่ถูกยกระดับในท่าอากาศยานแห่งชาติไคโรเท่านั้น เพราะในปี 2020 หากนักท่องเที่ยวมีโอกาศเดินทางไปยังอียิปต์ ที่สนามบินแห่งนี้ก็เตรียมต้อนรับผู้โดยสารด้วยการเปลี่ยนห้องโถงหลายห้องภายในสนามบินให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุขนาดย่อม ๆ ที่มีไฮไลต์อยู่ที่การจัดแสดงมัมมี่ถึง 3 ตัว โบราณวัตถุมากกว่า 70 ชิ้นจากพิพิธภัณฑ์อียิปต์ อีก 12 ชิ้นจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะอิสลาม และจากพิพิธภัณฑ์เดอะ คอปติกอีก 6 ชิ้น ทั้งหมดนี้เพื่อเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารที่ผ่านการต่อเครื่องมายังอียิปต์โดยเฉพาะ โดยจะเรียกเก็บค่าเข้าชมที่ราคาเพียง 3 เหรียญสหรัฐฯ เท่านั้นและเปิดให้เข้าชมได้ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย

หากไม่ติดว่าปีนี้ยังไม่สามารถหยุดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไว้ได้ อียิปต์น่าจะอยู่ในลิสต์ประเทศเนื้อหอมสำหรับการเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเป็นแน่ ถึงขนาดที่สำนักข่าวบีบีซียังยกย่องว่าปี 2020 ควรเป็นปีที่นักท่องเที่ยวควรมาเยือนกรุงไคโรสักครั้ง เพราะนอกจากการยกพิพิธภัณฑ์ย่อม ๆ ไปจัดวางต้อนรับนักท่องเที่ยวกันถึงที่สนามบินแล้ว สิ่งที่ห้ามพลาดในปีนี้ของการมาเยือนอียิปต์อีกอย่างก็คือ การเข้าชม “The Grand Egyptian Museum: GEM” พิพิธภัณฑ์โบราณคดีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งทางการทุ่มงบประมาณการก่อสร้างไว้กว่าพันล้านเหรียญสหรัฐฯ (โดยกู้ยืมเงินบางส่วนจากประเทศญี่ปุ่น) โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ห่างจากมหาปีระมิดกีซ่าเพียงประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่การนำเสนออารยธรรมอียิปต์เพียงอารยธรรมเดียวเท่านั้นโดยจะนำเสนออียิปต์ในแง่มุมและยุคต่าง ๆ ทั้งหมดผ่านการจัดแสดงโบราณวัตถุที่ค้นพบ

ภายในพื้นที่ประมาณ 480,000 ตารางเมตร นอกจากรูปปั้นฟาโรห์แรเมซีสที่ 2 ขนาดยักษ์อายุราว 3,200 ปี มหาราชาที่ถือกันว่ายิ่งใหญ่ ทรงอำนาจ และครองราชย์ยาวนานที่สุดของอียิปต์ ที่ยืนเด่นเป็นไอคอนต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้ว ภายในพิพิธภัณฑ์จะจัดเป็นพื้นที่นิทรรศการครอบคลุมประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยจัดแสดงโบราณวัตถุจำนวนมากถึง 100,000 ชิ้น และอีกกว่า 20,000 ชิ้นที่จะถูกจัดแสดงเป็นครั้งแรก โดยทางพิพิธภัณฑ์ได้รวบรวมมาจากพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ทั้งจากในอียิปต์และต่างประเทศ มีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การจัดแสดงหลุมฝังศพเต็มคอลเลคชันของกษัตริย์ตุตันคาเมนเป็นครั้งแรก หรือสุสานของฟาโรห์ที่ทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะเต็มไปด้วยปริศนาแต่ก็มีความสมบูรณ์มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีส่วนของพิพิธภัณฑ์เด็กที่จัดแสดงแยกออกมาต่างหาก ในส่วนนี้จะมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการอธิบายโลกแห่งอียิปต์ยุคโบราณให้เด็ก ๆ รู้สึกสนุกและเข้าใจประวัติศาสตร์ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะแบ่งเป็นโซนแกลเลอรี ศูนย์ประชุม ร้านอาหาร รวมทั้งศูนย์การศืกษาและวิจัยเรื่องอารยธรรมอียิปต์ โดยคาดกันว่า GEM จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมเยือนได้ประมาณ 8 ล้านคนต่อปี หรือเทียบเท่าได้กับจำนวนผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทันในกรุงนิวยอร์ก (Metropolitan Museum of Art) เลยทีเดียว ซึ่งค่าเข้าชมพิพิธภัณธ์แห่งนี้สนนราคาไว้ที่ 20 เหรียญสหรัฐฯ และแม้พิพิธภัณฑ์จะสร้างเสร็จพร้อมเข้าชมแล้ว แต่เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 จึงทำให้ GEM ตัดสินใจเลื่อนวันเปิดพิพิธภัณฑ์ออกไปอีกครั้ง

ศิลปวัฒนธรรม แฟชั่นสตรี ในสมัยเอโดะ ศิลปวัฒนธรรมในสมัยเอโดะ (EDO) ซึ่งอยู่ในช่วงของคริสต์ศตวรรษที่ 18 นั้น เป็นช่วงที่มีความเจริญสูงสุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ศิลปะของประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะภาพพิมพ์สกุลช่างอูกิโยเอะ (UKIYO-E)