อเล็กซานเดอร์มหาราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แห่งมาซิโดเนีย

อเล็กซานเดอร์มหาราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แห่งมาซิโดเนีย

นับเป็นปีที่มีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกได้ถือกำเนิดขึ้น ในปี 356 ก่อนคริสตกาล อเล็กซานเดอร์มหาราช เป็นโอรสของพระเจ้าฟิลลิป ที่ 2 แห่งแคว้นมาซีโดเนียและพระนางโอลิมเปียส แห่งเอพิรุส เกิด ที่เมืองเพลล่า ซึ่งเป็นเมืองหลวงโบราณทางตอนเหนือของมาซีโดเนีย

alexander the great

ทรงมีพระวรกายสง่าผ่าเผย มีเส้นพระเกศาสีน้ำตาล ปรกพระนลาตดุจสิงโต ทรงเป็นจอมทัพที่เข้มแข็งและอัจฉริยะ มักทรงนำทัพบนหลังม้าชื่อบูเซฟาลัส (Buccephalus) เป็นประจำ (คำว่า บูเซฟาลัส ภาษากรีกโบราณแปลว่า หัววัวตัวผู้ – Ox’s head) ต่อมาได้เป็นกษัตริย์แห่งมาซีโดเนีย ซึ่งได้ทำการสู้รบพร้อมกับขยายอาณาจักรออกไปอย่างกว้างขวาง และได้เสียชีวิตในปี 323 ก่อนคริสตกาล

อเล็กซานเดอร์มหาราช ได้ชื่อว่าเขา คือ Alexander the Grate III แห่งมาซิดอน กษัตริย์แห่งมาซิโดเนีย ซึ่ง ฐานะของแค้วนมาซิโดเนียขณะนั้นเทียบได้กับเอเธนส์ เทสซาลี เธเวส ไมซินี และสปาร์ตา กล่าวกันว่ามาซิโดเนียเป็นบ้านป่า เอเธนส์เป็นเมืองนักปราชญ์ เธเวสเป็นเมืองโบราณ ไมซินีเป็นเมืองพ่อค้า และเมืองสปาร์ตาเป็นเมืองนักรบ เขาเป็นกษัตริย์นักรบที่ทรงอานุภาพมาก ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุดพระองค์หนึ่งว่าเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ ทรงยกทัพยึดครองประเทศในย่านเอเชียน้อย (ตุรกี) และเอเชียกลาง รวมไปถึงอียิปต์ มาจนถึงตะวันตกเฉียงเหนือของชมพูทวีป (อินเดีย)

alexander the great

ก่อนจะถอนทัพกลับแคว้นมาซิโดเนีย  ได้ทรงวางกองกำลังไว้จำนวนหนึ่ง ณ เมืองบูเซฟาลา และคันธารา อันน่าจะเป็นที่มาของพระพุทธรูปปางคันธารราฐ (พระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์ เด่นมากที่รอยยับซับซ้อนอันประณีตของรอยผ้าจีวรที่ทรงหุ้มพระวรกาย) อันมีพื้นฐานมาจากงานปั้นเทพเจ้าของชาวกรีก เป็นที่รู้กันว่าอเล็กซานเดอร์ยึดครองที่ใดได้ก็จะถ่ายทอดความคิดกรีกด้านต่าง ๆ ไว้ ณ ที่นั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประติมากรรม สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตแบบกรีกไว้ด้วย

พระมารดาปีอัส ทรงมีความศรัทธาต่อเทพดิโอนิซู ซึ่งเป็นเทพแห่งไวน์ โรมันเรียกว่า เทพแบคคัส และจอม ดนตรีออร์ฟิอัส เป็นบุตรของเทพอพอลโล และเป็นที่โปรดปรานของบรรดาเทพทั้งหลาย ในความอัจฉริยะ แห่งดนตรีของเขา แม้แต่พยายมยังยอมคืนชีวิตให้ภรรยา ของออร์ฟิอัสที่ตายไป เพราะถูกงูกัด เป็นพิเศษ ทำให้สิ่งนี้ เป็นสิ่งโน้มนำให้อเล็กซานเดอร์ ทรงใฝ่พระทัยไปในทางเดียวกันกับพระมารดา

alexander the great

บุคลิกภาพของอเล็กซานเดอร์ ทรงห้าวหาญ เด็ดขาด แต่ค่อนข้างโมโหร้าย มีพระทัยร้อนและชวนทะเลาะ เช่นคราวหนึ่งเมื่อยาตราทัพเข้าเอเชียไมเนอร์ ขณะผ่านเมืองกอร์ดิอุม ก็ได้พบปมเชือกปริศนาตั้งไว้ให้ใคร ๆ ได้ปลดแก้ หากแก้ได้ก็จะเป็นผู้ได้รับชัยชนะและมีความรุ่งเรืองในชีวิต อเล็กซานเดอร์ได้ทรงพยายามแก้ปมเชือกปริศนา (Gordian knot) นั้น แต่ไม่อาจปลดแก้ได้ ทรงกริ้วมาก ถึงกับชักพระแสงดาบฟันไปที่ปมเชือกนั้นขาดสะบั้น!

ทรงมีบุคลิกที่ค่อนข้างซับซ้อน คือมีทั้งร้อน ทั้งเย็น หยาบกระด้าง และนุ่มนวลอย่างยิ่ง อันมีเสน่ห์ดึงดูด ผู้ใหญ่ให้เมตตา แม้กับพระมารดาแท้ๆ ของศัตรู ยังให้ความรัก อเล็กซานเดอร์ดุจพระ โอรส เรื่องที่ว่า มาจาก ทรงสู้รบกับพระราชาดาริอุสแห่งเปอร์เซีย ซึ่งมีกองกำลังเหนือกว่าหลายเท่า แต่อเล็กซานเดอร์ก็ทรงเอาชนะจนได้ โดยยึดค่ายของดาริอุสไว้ทั้งหมด เป็นค่ายที่มั่งคั่ง อลังการ และแสนสมบูรณ์ คือมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายนานัปการ เช่นมีอ่างอาบน้ำทองคำ เป็นต้น รวมทั้งพระมารดานามว่าซิสซิแกมบิส และพระมเหสีสเตทีรา (Stateira) พร้อมกับเจ้าหญิงพระธิดาอีกหลายองค์ และนางในฮาเร็มจำนวนหนึ่งด้วย พระมารดาองค์นี้นี่แหละ ที่ทรงโปรดอเล็กซานเดอร์ ดังโอรส เมื่อสงครามการต่อสู้ยุติลง พระมารดาได้อิสรภาพ แต่ไม่ทรงโปรดเสด็จกลับบ้านเกิด

อเล็กซานเดอร์ทรงมีน้ำใจกว้างขวาง ไม่เพียงแต่จะเอาชนะศึกเท่านั้น แม้กับพระสหายหรือคนกันเองก็เอาชนะใจได้ด้วย พระองค์มีสหายสนิทมากมายหลายคน คนหนึ่งในจำนวนนั้นชื่ออพิลลีส (Apilles) ผู้เป็นอาร์ติสต์ และอาสาวาดภาพนู้ดจากสนมรูปงามนางหนึ่งนามว่าแพนคาสปี (Pancaspe) และเขาก็เกิดพึงใจนางเข้าจนได้ เมื่อทรงทราบเช่นนั้นก็ทรงยกนางให้เป็นสมบัติของพระสหายในทันที พระองค์ได้ไว้แต่ภาพนู้ดเท่านั้น

คราวที่ยึดค่ายดาอุสได้นั้น ดาริอุส ปรารถนาจะได้สมบัติทั้งหมดคืน จึงเสนอค่าไถเป็น ทองคำหนักถึง 10,000 ทาเลนท์ (ทอง 1 ทาเลนท์ เท่ากับ 27 กิโลกรัม) ให้แก่อเล็กซานเดอร์ ทูตผู้ทำหน้าที่ต่อรอง มิได้กราบทูลโดยตรง กับพระองค์ แต่ได้เจรจาผ่าน นายพลคนสนิท นามว่า พาร์เมนิโอ (Parmenio) ท่านนายพลพิจารณาแล้ว เห็นว่าสมน้ำสมเนื้อพอจะรับได้ จึงกราบทูลว่า “ถ้าข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ก็จะตกลง” อเล็กซานเดอร์ตรัสตอบยิ้มๆ ว่า “ตกลงได้เลย ถ้าฉันเป็นพาร์เมนิโอ”

นอกจากนี้ อเล็กซานเดอร์ ยังทรงโปรด โฮเมอร์ ผู้แต่งสงครามกรุงทรอย โดยทรงจำเรื่องราวได้ขึ้นใจตั้งแต่ต้นจนจบ

alexander the great

ตำนานการสู้รบของ อเล็กซานเดอร์ย่อมมีความพิเศษ และสลับซับซ้อน อย่างยิ่ง คือหลังจากจัดการนครรัฐต่างๆ ในกรีซเรียบร้อยแล้ว ก็ทรงเข้ายึดเอเชียไมเนอ์ ไปจนถึงอียิปต์ ครอบครองเอเชีย ไปจนถึงอินเดียด้านตะวันตกเฉียงเหนือ และที่นี่ ณ ริมฝั่งแม่น้ำไฮดาสพีส ทรงสูญเสียม้าคู่พระทัย บูเซฟาลัสไป ณ ริมฝั่น้ำนั้น จึงทรงสร้างเมืองขึ้นเมืองหนึ่ง และตั้งชื่อให้กับเมืองนี้ว่า เมืองบูเซฟาลา เพื่อรำลึกถึงม้าตัวโปรดของพระองค์

เหล่าทหารที่สู้รบมานาน ถึง 4-5 ปี ในอีเดีย โดยมิได้หยุดเลย เกิดอารมณ์เบื่อหน่ายการสงคราม และขอกลับบ้าน ซึ่งพระองค์ทรงยินยอม แต่ก็มีทหารจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมกลับ ทหารเหล่านั้นมีครอบครัวอยู่ ณ เมืองด้านตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ผู้สืบทอดศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตแบบชาวกรีกไว้ ณ ที่นั้นด้วย

หลังจากที่ทรงถอนทัพกลับมาประทับที่ เมืองบาบิโลน ก็ได้สิ้นพระะชนม์ อย่างมีเงื่อนงำ ด้วยพระชนมายุเพียง 33 พรรษาเท่านั้น ซึ่งการสิ้นพระชนม์ของพระองค์มีการตั้งข้ัอสงสัยขึ้นมาหลายอย่าง บ้างก็ว่าถูกลอบวางยาพิษ ด้วยพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีรากเป็นพิษ บ้างก็ว่า เป็ฯเพราะตรากตรำทำศึก หนักมาอย่างยาวนาน ประกอบกับทรงดื่มจัด พระวรกายจึงอ่อนแอลง และสิ้นพระชนม์ ลงด้วยโรคภัย ที่อาจแทรกซ้อนในระหว่างที่พระวรกายอ่อนแอลงนั้นเอง

อย่างไรก็ตามภายหลัง ก็ได้มีข้อสันนิฐานต่างๆ ถึงสาเหตุการตายของ อเล็กซานเดอร์ โดยเห็นพ้องต้องกัน ว่าสาเหตุการสวรรคตน่าจะเกิดจากยาพิษ ชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ใครเป็นคนวางยา ก็ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงปัจจุบัน มีนักประวัติศาสตร์หลายท่านเชื่อว่า ผู้วางยาพิษน่าจะเป็นคนของผู้มีอำนาจใกล้ชิดพระองค์สักคนหนึ่งที่ทรยศ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังไม่มีใครบอกได้จริงๆว่าทำไมพระอาการในวาระสุดท้ายถึงได้เป็นดังเช่นที่มีการบันทึก ทำให้สาเหตุแห่งการสวรรคตเป็นปริศนามานานแสนนานแบบนี้นั้นเอง

อ่านบทความเพิ่มเติม : พาแฟนไปชิวกับ ที่เที่ยวหน้าฝน ทั่วไทย
อ่านบทความเพิ่มเติม : ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ปาเลสไตน์ (PALESTINE)